ทุกบทกวี บทความ และงานเขียน ที่ข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้น ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้ละเมิดมีโอกาสถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ นั่นคือ
การนำไปใช้โดยอ้างอิงแหล่งที่มา ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และไม่แก้ไข ตามสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (BY-NC-ND)
Creative Commons License

มีสรุปด้านล่าง


[Uniwheresity] #29 อยากเก่งอังกฤษ ทำไงดี


"ทำไมเก่งอังกฤษจัง แนะนำหน่อยสิ"


"อยากเก่งบ้าง ขอเทคนิคที่ทำให้เก่งเร็วๆ หน่อยสิ"


ตั้งแต่เป็นเด็กมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย ผมได้รับคำถามแนวนี้มาพอสมควร เท่าที่ผมพอจะสังเกตการณ์ได้ คนที่มาถามนั้นจะมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท หนึ่งคือกลุ่มที่อยากรู้จริงๆ อยากได้เทคนิคและคำแนะนำดีๆ ที่จะทำให้เลิกเกลียดและหายกลัวภาษาอังกฤษซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้


อีกประเภทคือกลุ่มที่ไม่ค่อยได้คุยกันมากนัก คือพอจะรู้จักกันอยู่บ้าง จะมีส่วนน้อยที่เข้ามาถามแบบพอเป็นพิธี ให้เรารู้สึกดีแต่จริงๆ คิดลบอยู่นใจ ผมไม่รู้หรอกครับว่าเขาคิดอะไร แต่ก็พอจะเดาได้จากน้ำเสียง สีหน้า และท่าทางของเขา


และผมก็ไม่รู้อีกนั่นแหละครับ ว่าเป็นเพราะไม่ค่อยได้คุยกันเลยไม่สนิทกัน บวกกับบุคลิกของผมซึ่งเป็นคนไม่ค่อยพูด เลยดูเหมือนว่าผมหยิ่งหรือเปล่า


สำหรับคนที่อยากรู้จริงๆ ผมก็เล่าอย่างหมดเปลือกว่าทำอะไรอย่างไรบ้าง แต่ก็มีส่วนหนึ่งอีกนั่นแหละที่ไม่เชื่อ ซึ่งก็อาจจะเป็นเพราะว่าผมพูดทีเล่นทีจริงบ่อยครั้ง จนทำให้หลายคนเริ่มไม่ค่อยแน่ใจว่านี่พูดจริงหรือพูดเล่นอยู่ หรืออาจเป็นเพราะผมเล่นมุกบ่อย (และมักจะแป้กเสมอ) จึงนึกว่าคำตอบของผมนั้นเป็นมุก


ที่เกริ่นนำมาแบบนี้ ไม่ได้มีจุดประสงค์จะโอ้อวดว่าตัวเองเก่ง และไม่ได้ต้องการคำชม (อย่าเขียนชมนะครับ ผมพูดจริง) แต่เขียนเพื่อจะบอกให้รู้และเปิดใจมากขึ้น ว่าวิธีพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษนั้น ไม่จำเป็นต้องเรียนจากในห้องเรียนเสมอไป ยังมีอีกตั้งหลายวิธีที่จะพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้


หนึ่งในวิธีที่ผมใช้มาตลอด และภูมิใจนำเสนอมากที่สุดก็คือ "กังฟู"


[อะไร.. จะให้ไปฝึกกังฟูเรอะ..]
 
 
ไม่ใช่ครับ ไม่ต้องไปฝึกกังฟู แต่อย่างน้อยขอให้ทำความรู้จักกังฟูและเข้าใจธรรมชาติของศิลปะป้องกันตัวชนิดนี้กันก่อนครับ


ไม่ต้องไปเรียนด้วยตัวเองก็สามารถรู้ได้ เราน่าจะเคยดูหนังที่เกี่ยวกับกังฟูมาบ้างแล้วอย่างน้อยก็เรื่องสองเรื่อง ถ้าดูแค่เรื่องเดียวก็จะพอจับจุดได้ แต่ถ้าดูหลายๆ เรื่องจะเห็นความแตกต่างชัดเจนมาก


ใครไม่เคยดูเลย ผมแนะนำให้ลองหามาดูนะครับ (สนุกดี ตุ้บตั้บตุ้บตั้บ) แล้วสังเกตตัวเองที่ไปขอฝึกกังฟู เราจะเห็นท่านอาจารย์นั่งเฉยๆ ไม่ค่อยสอนเลย วันๆ เอาแต่นั่งดื่มชา (ถ้าเป็นหนังสมัยใหม่หน่อยก็อ่านหนังสือ ดูทีวี เล่นเฟซบุค) แต่ก็สั่งให้ลูกศิษย์ทำอะไรก็ไม่รู้ซึ่งดูไร้สาระมาก


ยกตัวอย่างเช่นหนังเรื่อง The Karete Kid (ตัวอย่างที่ยกมา เป็นหนังเวอร์ชั่นที่ Jaden Smith แสดงร่วมกับเฉินหลง) จะเห็นว่าเขาไปฝึกกังฟูแท้ๆ แต่วันๆ ก็ถูกอาจารย์สั่งให้เอาเสื้อไปแขวน หยิบมาใส่ ถอดออก โยนลงพื้น เก็บขึ้นมา แล้วก็ทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมาทั้งวัน


ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่แท้ที่จริงแล้วอาจารย์เขาเห็นว่าศิษย์คนนี้มีวิถีชีวิตอย่างไร มีความเป็นอยู่อย่างไร สังเกตกิจกรรมที่เขาทำในชีวิตประจำวันและนำกิจกรรมนั้นมาใช้เป็นพื้นฐานในการสอนกังฟูต่างหาก (ฉากนี้ผมดูกี่ครั้งก็ขนลุก)


ดูหนังเอาความสนุก แถมได้บทเรียนด้วยว่า การฝึกฝนและการเรียนรู้นั้นควรประยุกต์ใช้จากวิถีชีวิตประจำวัน จะให้ประโยชน์สูงสุด


ภาษาอังกฤษก็เช่นเดียวกันครับ ผมชอบเล่นเกมมาตั้งแต่เด็กๆ (ติดมากๆ เกมมาริโอ้เนี่ย ทุกวันนี้ยังเล่นไม่ชนะเลย) ซึ่งเกมที่ซื้อมาส่วนใหญ่เป็นภาษาญี่ปุ่นกับภาษาอังกฤษ ยิ่งถ้าเป็นเกมแนว RPG (เกมที่ต้องดำเนินเรื่องโดยใช้ภาษาเป็นหลัก) ด้วยนี่ผมไปไม่เป็นเลย มันผ่านไม่ได้ถ้าไม่เข้าใจปริศนาที่เขาบอกไว้


และนั่นคือแรงจูงใจแรกในการเรียนภาษาอังกฤษ (อยากเรียนภาษาญี่ปุ่นเหมือนกันนะ) และเป็น passion ที่ติดตัวมาจนทุกวันนี้


เมื่อผมเล่นเกม ผมจะเพลิดเพลิน มีความสุข ในขณะเดียวกันก็ได้ซึมซับการใช้ภาษาอังกฤษไปในตัวด้วย ส่งผลให้ตอนเรียนหนังสือหรือทำข้อสอบ ผมจึงมีคลังคำศัพท์มากกว่า และเข้าใจเร็วขึ้นเพราะเคยเจอคำเหล่านั้นมาแล้ว


หัวใจของกังฟูอยู่ที่วิถีชีวิตของแต่ละคน ถ้าพบว่าผมเก่งอังกฤษเพราะเล่นเกม จึงไปหาเกมมาเล่นบ้างทั้งๆ ที่ตัวเองไม่ได้ชอบ แบบนี้จะทำให้การเรียนรู้เป็นไปได้ช้า ถ้าแย่หน่อยก็คือมันจะไม่เป็นผลเลย


กลับกันครับ ถ้าเราประยุกต์ใช้กิจกรรมในชีวิตประจำวันของเราเพื่อฝึกฝนภาษาอังกฤษ แบบนี้จะทำให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาอย่างเป็นธรรมชาติ และไม่จำเป็นต้องเป็นการเรียนภาษาอังกฤษอย่างเดียว จะเป็นเรื่องไหนก็สามารถใช้หัวใจของกังฟูในการเรียนรู้ได้ทั้งนั้นครับ


[สรุปเนื้อหาสั้นๆ]


1. ผมเก่งอังกฤษ เพราะผมชอบเล่นเกม


2. ถ้าคุณอยากเก่งอังกฤษ คุณต้องเล่นเกมมากๆ โดยเฉพาะเกมภาษาญี่ปุ่น


3. ถ้าอ่านแค่สรุปเนื้อหา ประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อจะผิดเพี้ยนไปมากเลย

Comment

Comment:

Tweet

เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากสิ่งที่เราทำในชีวิตประจำวันนี่ผมว่ามันทำให้เราจำได้ดีกว่ามานั่งท่องหนังสืออีกนะ 
สมัยก่อนผมก็เรียนรู้ภาษาอังกฤษจากเกมเช่นกันครับ 
ส่วนใหญ่ชอบแนวSTR เวลามีคนถามว่าผมรู้ศัพท์บางประเภทได้ยังไง
พอบอกว่าเอามาจากเกมก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อนะ ฮ่าๆ
หลังๆมาไม่ค่อยได้เล่นเกม
เลยมาเรียนภาษาอังกฤษจากการดูหนังแทน 
ซึ่งผมจะชอบดูพวกหนังอาร์ต หรือหนังแปลกๆจากฝั่งยุโรป
ส่วนใหญ่ถ้าโหลดมา ก็จะมีแต่ซับอังกฤษล้วนๆ
เลยต้องฝึกฟังเอง แปลเอาเอง ซึ่งก็นับว่าเป็นการฝึกภาษาได้ดีทีเดียวเลยฮะ  
Hot!

#4 By นายอะติม on 2013-05-16 09:40

@r-tech
ขอให้อดทนครับ พอถึงจุดหนึ่ง ก็จะรู้สึกได้ทันทีว่า
สามารถอ่านบทความภาษาอังกฤษรู้เรื่องได้ทั้งหมด
โดยแทบไม่ต้องเปิดดิกอีกเลย

#3 By Nirankas on 2013-04-30 18:28

ชอบเล่นเกมเหมือนกันค่ะbig smile 
เวลาเล่นแนวๆ rpg เปิดดิกกระจายค่ะsad smile (แถมยิ่งถ้าเป็นตอนตอบคำถามนี่ คิดแล้วคิดอีก)
ส่วนเกมภาษาญี่ปุ่นหลายเกมก็น่าเล่นนะคะ แต่อ่านไม่รู้เรื่องค่ะsad smile (บางเกมก็งมๆไปได้ บางเกมนี่ไม่ไหวจริงๆค่ะ )

ขอบคุณสำหรับวิธีดีๆค่ะ big smile Hot!  
ปล.อ่านสรุปแล้ว...sad smile

@nirankas  ช่วงนี้พยายามอ่านการ์ตูนภาษาอังกฤษเหมือนกันค่ะ(เปิดดิกกระจายsad smile

#2 By R-Tech on 2013-04-30 12:08

ตอนนี้เราฝึกภาษาอังกฤษผ่านการ์ตูน
ส่วนเกมไม่ค่อยชอบเล่นเกมยาวๆเพราะกลัวติด
ชอบเล่นเป็น puzzle ที่จบไปเป็นฉากๆมากกว่า
( Hot! Hot! )

#1 By Nirankas on 2013-04-28 16:24

ทุกบทกวี บทความ และงานเขียน ที่ข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้น ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้ละเมิดมีโอกาสถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ นั่นคือ
การนำไปใช้โดยอ้างอิงแหล่งที่มา ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และไม่แก้ไข ตามสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (BY-NC-ND)
Creative Commons License