ทุกบทกวี บทความ และงานเขียน ที่ข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้น ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้ละเมิดมีโอกาสถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ นั่นคือ
การนำไปใช้โดยอ้างอิงแหล่งที่มา ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และไม่แก้ไข ตามสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (BY-NC-ND)

กีฬาสีส่งท้ายปี สวัสดีมะโรงทอง
-- 1 มกราคม 2012


ส่งท้ายปีเก่า 2554/2011 ด้วยเรื่องที่พิเศษ ทั้งเรื่องที่ดี และเรื่องที่ไม่ดี แต่ก็ล้วนมีความหมาย ผมจะเล่าเรื่องที่เป็นไฮไลท์ของปีเก่า เอาสักด้านละหนึ่งเรื่องก็แล้วกันนะครับ



เรื่องไม่ดีในชีวิตผมที่เกิดขึ้นในปี 2554/2011

เป็นปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยครับ น้ำท่วมนั่นเอง ซึ่งเป็นน้ำท่วมครั้งใหญ่มากๆ เกิดจากธรรมชาติและการบริหารงานระหว่างองค์กร วิกฤติครั้งนี้ ทำลายทรัพย์สินและชีวิตไปมากมาย

อย่างไรก็ดี ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเราได้รู้ว่า น้ำใจคนไทย ยังไงก็ไม่แล้ง เป็นนามธรรมที่ถูกทำให้เห็นเป็นรูปธรรมได้ จากสิ่งที่เกิดขึ้นช่วงน้ำท่วม

ถ้าจะถามว่าเรื่องน้ำท่วม เป็นเรื่องที่ไม่ดี ทำไมผมถึงมองว่าเป็นเรื่องพิเศษ
นั่นก็เพราะว่าประสบการณ์นี้ จะถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ สำหรับผู้ที่อดทนและพยายามรับมือกับปัญหา ในที่สุดเขาคนนั้นฝ่าฟันปัญหาไปได้ เขาก็จะมีความภาคภูมิใจ เก็บเอาไว้เล่าให้ลูกหลานของเขาฟังได้

แล้วก็ใช่ว่าจะเกิดผลกระทบแค่ด้านลบ ด้านดีก็มี อย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือน้ำใจอย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น รวมถึงเหล่า "ฮีโร่" ที่เกิดขึ้นในช่วงวิกฤตินี้ด้วย เหล่าจิตอาสาทุกคนที่ช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน ผมเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้นอกจากจะได้บุญเป็นความอิ่มเอิบใจแล้ว ยังได้ผลตอบแทนเป็นความสำเร็จในภายภาคหน้าอีกด้วย (ไม่นับรวมผู้ที่หวังผลตอบแทนแบบน่าเกลียดนะครับ)






มาถึงเรื่องดีในชีวิตผมที่เกิดขึ้นในปี 2554/2011 กันบ้าง

เป็นเรื่องที่เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่วันนี้เอง นั่นคืองานกีฬาสีของโรงเรียน ซึ่งปีนี้อาจจะไม่ได้จัดใหญ่โต นั่นเพราะเกิดน้ำท่วมและขาดงบประมาณในการจัดงาน รวมถึงเรื่องเวลาเรียนที่หายไปและต้องชดเชยนั้นด้วย

กีฬาสีครั้งนี้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนชีวิตผมให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อีกเรื่องหนึ่ง นั่นเพราะว่าผมสมัครเข้าเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของคณะสี

บางคนอาจจะเข้าใจผิดว่าการเต้นเชียร์ลีดเดอร์จะต้องเป็นผู้หญิงหรือใจเป็นหญิงจึงจะเต้นได้ ผมอธิบายเลยว่าไม่ใช่อย่างนั้น ผู้ชายก็เต้นได้ครับ เชียร์ลีดเดอร์นี้เหมือนการเล่นกีฬาชนิดหนึ่ง เพราะต้องใช้กำลังกาย และทักษะอย่างมากในการเต้น นอกจากนี้ยังทำให้สุขภาพแข็งแรงด้วย


เขียนมาเยอะแล้ว ว่าแต่มันดียังไงล่ะ?


โอ.. เป็นลีดนี่ได้อะไรหลายอย่างเลยครับ

เวลาฝึกซ้อม จะมีการนัดหมายวันเวลาที่จะเริ่มซ้อมพร้อมกัน เราจะไปช้าไม่ได้ คือถ้าเราสาย เราไม่ได้ถูกลงโทษโดยตรงหรอกนะครับ แต่เราจะโดนทางอ้อม ด้วยการที่คนอื่นๆ ในกลุ่มจะต้องโดนทำโทษแทนเรานั่นเอง ซึ่งผมยังไม่เคยสาย แต่นึกภาพออกเลยว่าถ้าเจอแบบนี้จะรู้สึกยังไง หรือบางครั้งถ้าใครคนใดคนหนึ่งทำอะไรผิดพลาดไป จะโดนทำโทษหมดทั้งกลุ่มเลย ถือว่ารับผิดชอบร่วมกัน ที่เป็นอย่างนี้เพราะต้องการให้เรามีจิตสำนึกต่อส่วนรวมครับ


ช่วงเวลาแห่งการฝึกซ้อม เหนื่อยมากครับ เครียดด้วยกดดันด้วย ต้องเต้นให้ถูกต้องตรงจังหวะ และพร้อมกับเพื่อนๆ ทุกคน ยิ่งเวลาซ้อมน้อยยิ่งต้องฝึกให้หนักขึ้น ยิ่งกดดันยิ่งต้องอดทนพยายามทำให้ได้ เพราะความเครียด ความเหนื่อย แบบนี้นี่แหละ ที่พัฒนาตัวเราเองให้สามารถทนต่อปัญหาต่างๆ ได้

ความสนุกสนานและความภาคภูมิใจที่ได้เต้น ได้แข่ง และได้โชว์ เหมือนเล่นเกมชนะก็สนุก เล่นดนตรีเป็นก็สนุก ขอบอกว่าเป็นอะไรที่สุดยอดจริงๆ โดยเฉพาะตอนที่พวกเราไปเต้นหน้าสแตนด์เชียร์ น้องๆ ที่ฝึกซ้อมร้องเพลงเชียร์ก็ร้องกันเต็มที่ พวกเราเชียร์ลีดเดอร์ก็เต้นกันเต็มที่เช่นกัน น้องๆ สนุกที่ได้ร้องเชียร์ พวกเราสนุกที่ได้เต้นเชียร์ .. เอ่อ ไม่รู้จะอธิบายยังไง แต่มันเจ๋งมากๆ

ตอนซ้อมเย็นๆ นี่ยุงมากันเป็นกองทัพเลย แถมดุด้วยพวกนี้ ปกติยุงจะกัดนิ่มๆ ไม่รู้ตัวเนอะ แต่นี่อดอยากมากจากไหนก็ไม่รู้ แทงปากเจาะขาดูดเต็มที่ เจ็บอยู่พอควร สิ่งที่ได้ก็คือความมันส์ตอนเกาตุ่มยุงกัดนี่แหละ (เอ่อ ข้อนี้ขำๆ ข้ามไปก็ได้นะ ฮิฮิ)

ผมได้ความกล้าแสดงออก ปกติแล้วจะเฉยๆ ไม่ค่อยกล้าสักเท่าไร กลัวผิดกลัวพลาดประจำ หลังจากเข้าร่วมทีมเชียร์ลีดเดอร์แล้ว รู้สึกโล่งนะครับ ประมาณว่ามีอะไรจัดมาได้เลย ณ จุดจุดนี้

และสิ่งที่ผมเห็นอย่างชัดเจนมากที่สุดเลยก็คือ "สายสัมพันธ์" ครับ .. เป็นลีดต้องอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ ไปไหนไปด้วยกัน ทำอะไรทำด้วยกัน เจออะไรเจอด้วยกัน สุขทุกข์ก็ได้รับด้วยกัน

ส่วนรางวัลการแข่งขันสแตนด์เชียร์และเชียร์ลีดเดอร์ ม.ปลาย ครั้งนี้ชื่อ "The Best of Spirit" ครับ ผลคือได้รับรางวัลทุกสี เพราะถือว่าทุกสีได้ฝึกฝนและเตรียมพร้อมมาเป็นอย่างดี ส่งผลให้กีฬาสีคึกคักสนุกสนานครับ

กีฬาสีครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ทำให้ผมอยากจะหยุดช่วงเวลานั้นไว้ ไม่อยากให้มันผ่านไป อาการแบบนี้แหละคือนิยามความสุขของผม และผมก็มีความสุขมากๆ ที่ได้ทำมัน

ผมอยากพัฒนาตัวเองคือเหตุผลที่เป็นเชียร์ลีดเดอร์นะครับ เชียร์ลีดเดอร์นี้เป็นสิ่งเดียวในกิจกรรมวันกีฬาสีที่ทำได้แต่ยังไม่เคยได้ทำ (ถ้าเรื่องแข่งกีฬาอย่างอื่นนี่ผมไม่ไหว ศักยภาพไม่ถึง) และนี่ก็ ม.6 แล้ว ใกล้จบแล้ว ก็ทำให้ครบไปเลย ผมเพิ่งจะมาคิดได้ตอน 2-3 ปีนี้ ว่าผมควรจะเลือกตัดสินใจทำมันไปเลย อย่าลังเล อย่าปฏิเสธเพียงเพราะไม่กล้าทำ เพราะผมไม่อยากเสียใจภายหลังว่า "รู้งี้ตอนนั้นน่าจะ....." ผมเคยบ่นแบบนี้มามากพอแล้ว และเคยได้ยินมาว่าเป็นลีดจะซ้อมหนัก เหนื่อย กดดัน เครียด ผมจึงอยากเข้ามารับเอาประสบการณ์เหล่านี้ให้ชีวิต




ส่งท้ายปีเก่ากันไปแล้ว มาต้อนรับปีใหม่ 2555/2012 กันเถอะ


เรื่องใดที่ดี ก็ขอให้เก็บเอาไว้ในความทรงจำ เก็บความสุขนั้นไว้ ส่วนเรื่องใดที่ไม่ค่อยดีนัก ขอให้เก็บไว้เป็นประสบการณ์ และเป็นบทเรียนเอาไว้พัฒนาตัวเองเรื่อยไป

ขอให้มีความสุข หวังตั้งใจสิ่งใดเอาไว้ ขอให้ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจและลงมือทำไปนะครับ และขอให้สุขภาพร่างกายและจิตใจแข็งแรงครับ



สุดท้ายนี้ขอนำคำสอนของท่าน ว. วชิรเมธี มาแชร์นะครับ

"จงมองอดีตในฐานะที่เป็นบทเรียนเพื่อให้ตนเองเติบโต อย่ามองอดีตในฐานะที่เป็นอาวุธ สำหรับหยิบมาทำร้ายตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า"



สวัสดีปีใหม่ทุกคนครับ


ต้อนรับ "มะโรงทอง" กันเนอะ


จาก อาตี๋นพนล



---------------

คำถามท้ายบท (ความ)

- ปีเก่าของเพื่อนๆ เป็นอย่างไรบ้างครับ


~~~~~~~~~~~~~~~~~
- ปีใหม่หัวเราะให้มากหน่อยนะครับ เพราะเป็นปี '55
- ถูกใจให้ดาวสักนิด เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนกันนะครับ
- อันที่จริงขอแค่มีคนอ่านผมก็สุขใจที่ได้เขียนแล้ว (แต่มาแสดงความเห็นกันสักนิดก่อนจาก จะได้รู้ไงว่ามีคนอ่าน นะตัวเอง)
- ฝากเพจในเฟซบุคด้วยนะครับ สร้างขึ้นเพื่ออัพเดทสถานะและความเคลื่อนไหวของบล็อค สามารถกด Like เพื่อติดตามและพูดคุยกันได้นะครับ URL พิมพ์ง่าย จำง่าย ที่ http://www.facebook.com/nopnonpage ได้เลยครับ

GAT PAT + วิจารณ์สังคม

posted on 26 Dec 2011 23:59 by nopnon
GAT PAT + วิจารณ์สังคม
-- 26 ธันวาคม 2011


และแล้วการสอบ GAT PAT ของผมก็เสร็จสมบูรณ์ (ผมสอบ GAT กับ PAT5 จึงสอบแค่ 24-25 ธ.ค.)



สำหรับ GAT ภาคเชื่อมโยงด้วยความที่ว่าผมไม่ได้ฝึกทำโจทย์สักเท่าไร ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คือผมใช้เวลาในการทำข้อสอบนานกว่าเพื่อนๆ และผมไม่ค่อยจะมั่นใจสักเท่าไรด้วย รู้เพียงแค่ว่าข้อความแนวไหนจะเชื่อมโยงรูปแบบใด แต่ก็ใช่ว่าผมจะเข้าใจถูกต้องทั้งหมด

และด้วยความที่ว่าผังเชื่อมโยงที่ผมวาดขึ้นนั้น ทำไมมันดูค่อนข้างง่าย เลยทำให้ครุ่นคิดอยู่นานว่าถ้าง่ายขนาดนี้เขาจะเอามาออกสอบไว้วัดผลเข้ามหาวิทยาลัยเหรอ? อาจจะมีอะไรใช้หลอกอยู่ก็ได้ แต่ผมก็หาไม่พบ เลยตอบตามที่คิดเอาไว้

ประสบการณ์นี้ได้ผลึกเต็มๆ เลย นั่นคือ "ตระเตรียมความพร้อมเสมอ" หมายความว่า ไม่ว่าจะเป็นงานใด เรื่องอะไร หากทำได้เราควรฝึกฝน เตรียมพร้อมตัวเองให้คุ้นเคยกับสิ่งนั้นก่อน เมื่อลงมือทำจริงๆ ก็จะทำได้ไม่ยากนัก



และสำหรับ GAT อังกฤษ ถือว่าผมยังทำได้อยู่ เพราะถ้าอ่านแล้วเข้าใจ ก็ทำได้ไม่ยากเลย สำคัญอยู่ที่การท่องศัพท์ เรียนรู้ภาษาอังกฤษบ่อยๆ แล้วคุณจะทำได้แน่นอน เชื่อผม !! (มั่นใจกว่า GAT เชื่อมโยงอีกแฮะ)



ส่วน PAT5 เป็นวิชาที่ผมไม่ได้เตรียมตัวมาเลย (ยิ่งกว่า GAT เชื่อมโยงเมื่อกี้อีก) ใช้ความคิดความน่าจะเป็นของตัวเองตอบอย่างเดียว ข้อสอบส่วนมากถูกหลายข้อ แต่ให้ดูตัวเลือกที่ถูกที่สุด นี่ล่ะยากมาก เพราะคนเราแต่ละคนคิดไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะในส่วนที่ถามว่า "เป็นนักเรียน จะคิด/ทำอย่างไร ในสถานการณ์ที่กำหนดให้"

อ้าว ก็ถามผมว่าผมคิดอะไร จะทำแบบไหนไม่ใช่เหรอ ผมก็ตอบแบบที่ผมคิดจะทำเมื่อเจอเหตุการณ์นั้นๆ นั่นแหละ ตัวเลือกที่ตรงกับที่ผมคิดก็มี แต่ในเมื่อคำตอบที่ถูกต้องมีเพียงข้อเดียว แสดงว่าเราตอบตามที่เราคิดไม่ได้สิ?

เราต้องตอบตามอุดมคติที่ควรจะเป็นเท่านั้นหรือ? แบบนี้เท่ากับว่าไม่ควรถามว่า "นักเรียนคิดอย่างไร" แต่ควรถามโดยให้เงื่อนไขมากกว่านี้จะดีเสียกว่า

เพราะถ้าหากว่าข้อสอบยังมีแค่คำตอบเดียวแบบข้อสอบทุกวันนี้ (ไม่ใช่แค่วิชาที่ผมสอบ) เราก็คงต้องท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองกันอยู่วันยันค่ำ ได้แต่ "ความรู้" ไม่ได้ "ปัญญา"

ขอยกตัวอย่าง 1 คำถาม จำมาและสรุปให้คร่าวๆ ดังนี้ (ตัวเลือกไม่ได้เรียงข้อ จำมาได้แค่ 2 ตัวเลือก)
"ถ้านักเรียนอยู่ในหมู่บ้านที่มีวัฒนธรรมเก่าแก่ ทุกคนมีความสามัคคี ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แต่ประสบอุทกภัย ข้าวของเสียหาย ขณะเดียวกันเมื่อน้ำลด ก็มีนายทุนมากว้านซื้อที่ดินทั้งหมดในแถบนั้น และเพื่อนบ้านจะตัดสินใจตามนักเรียน นักเรียนจะขายหรือไม่ เพราะเหตุใด"
- ขาย เพราะมีโอกาสขายได้ราคาสูง จะได้นำเงินไปซื้อบ้านที่อื่นที่ไม่ถูกน้ำท่วม
- ไม่ขาย เพราะหมู่บ้านนี้อยู่มาช้านาน มีวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงาม ควรรักษาเอาไว้

ถามว่าถ้าตอบขาย มันก็ถูก ถ้าคุณขายได้ราคาดีกันทั้งหมด คุณสามารถหาที่อยู่ที่อื่นที่ไม่โดนน้ำท่วมได้ แถมบริหารดีๆ มีกำไรอีก เอาไปทำอย่างอื่นได้มากมาย

ถามว่าถ้าตอบไม่ขาย มันก็ถูก เพราะหมู่บ้านนี้มีวัฒนธรรม มีสตอรี่ ควรอนุรักษ์กันไว้ ถึงน้ำท่วมก็ไม่เป็นไร ช่วยๆ กันแก้ไข ช่วยๆ กันป้องกัน แถมรัฐบาลก็รับประกันด้วยว่าเอาอยู่ (เชื่อสิ)

//หากผิดพลาดในเรื่องเนื้อความก็ขออภัย นำมายกตัวอย่างให้เห็นภาพเท่านั้น



ถามสักนิดว่า ปัญหาต่างๆ ในโลกนี้ มีแค่คำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงทางเดียวหรือ? เรื่องต่างๆ มีทางแก้แค่ทางเดียวหรือ? ผมว่ามันมีมากกว่าหนึ่งทาง และทุกทางล้วนมีความเหมาะสมแก่ใครคนนั้นเอง ไม่ใช่ว่าสูตรสำเร็จสูตรเดียวจะใช้ได้กับทุกคน

ยกตัวอย่าง "ระบบการศึกษา" เราๆ รู้กันอยู่ว่าแต่ละระดับชั้นในโรงเรียนส่วนมาก จะมีการแบ่งห้องที่เรียนเก่ง หรือที่เรียกว่า "ห้องคิง / ห้องควีน / ห้องแจ๊ค / ห้องกิ๊ฟต์เต็ด" เพียงไม่กี่ห้อง ที่เหลือเป็นห้องคละ หรือไม่ก็ห้องบ๊วย ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ แล้ว การเรียนการสอนทุกวันนี้จะวัดผลและบังคับให้นักเรียนอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ไม่แปลกที่ห้องเก่งจะเป็นที่รักของครูบาอาจารย์มากกว่าห้องไหนๆ

ห้องที่เรียนดี จะเป็นคนดีทุกคนรึเปล่า? ห้องที่มีผลการเรียนแย่ จะต้องเป็นคนเลวตลอดเลยหรือไง?

ผมไม่เชื่อว่าระบบการศึกษาในปัจจุบันจะวัดมาตรฐานของนักเรียนได้จริง เพราะคนแต่ละคนต่างก็มีความเก่งกันไปคนละด้าน คนละแบบ ไม่ใช่แค่วัดผลด้วยการเรียนได้เพียงวิธีเดียว



แต่ถึงยังไงสังคมก็ยังมีค่านิยมชื่นชนคนที่เรียนดีก่อนเสมอ

- นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อแม่ส่งลูกเรียนพิเศษ ติวเข้มกันอย่างหนัก โดยไม่ถามลูกว่าเรียนไหวมั้ย โตขึ้นอยากประกอบอาชีพที่พ่อคาดหวังให้เป็นจริงรึเปล่า ลูกชอบหรือเปล่า

- นี่คงเป็นเหตุผลที่ทำให้วัยรุ่นฆ่าตัวตายเมื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้



---------------

คำถามท้ายบท (ความ)

- คิดอย่างไรถ้าให้ข้อสอบเป็นข้อสอบปลายเปิด (ข้อเขียน : อัตนัย) แล้วให้ตอบตามที่เราคิด โดยมีเหตุผลเป็นของตัวเอง ? (ถ้าไม่พูดถึงปัญหาเรื่องการตรวจข้อสอบ เพราะใช้เครื่องตรวจไม่ได้)




~~~~~~~~~~~~~~~
- ขอบคุณแรงบันดาลใจในการเขียนจากคุณ เปื้อนยิ้ม (http://soilsmile.exteen.com) ครับ
- ถ้าผมหายตัวไปเมื่อไร ก็คงไม่ต้องสงสัยนะครับ เสียดสีให้ถลอกกันพอสมควร (ฮา)
- ถูกใจให้ดาวสักนิด เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนกันนะครับ
- อันที่จริงขอแค่มีคนอ่านผมก็สุขใจที่ได้เขียนแล้ว (แต่มาแสดงความเห็นกันสักนิดก่อนจาก จะได้รู้ไงว่ามีคนอ่าน นะตัวเอง)
- ฝากเพจในเฟซบุคด้วยนะครับ สร้างขึ้นเพื่ออัพเดทสถานะและความเคลื่อนไหวของบล็อค สามารถกด Like เพื่อติดตามและพูดคุยกันได้นะครับ URL พิมพ์ง่าย จำง่าย ที่ http://www.facebook.com/nopnonpage ได้เลยครับ
สร้างสรรค์งานเขียนก็เหมือนถ่ายอุจจาระ
-- 22 ธันวาคม 2011


อันที่จริงผมเคยเปรียบเทียบเรื่องนี้ไว้ในกลุ่มเพื่อนๆ แล้ว แต่ไม่ได้แจงออกมาหลายๆ หัวข้อ และเนื่องจากดองบล็อคมานานแล้ว จึงถือโอกาสนำเรื่องนี้มาเขียนเลย


จั่วหัวเปรียบเทียบเอาไว้แบบนี้บางคนอาจจะคิดไปถึงการกล่าวถึงงานเขียนว่าเป็นเรื่องสกปรกหรือความน่าเกลียดรึเปล่า อันนี้ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ผมเพียงจะเปรียบเทียบในแง่มุมที่ผมคิดว่าน่าจะคล้ายกัน


นอกจากงานเขียน ยังรวมถึงศิลปะรูปแบบต่างๆ ด้วยนะครับ




การถ่ายอุจจาระ บางคนถ้าไม่ปวด ก็ถ่ายไม่ออก

งานเขียน บางคนถ้าหัวไม่แล่น หรือถ้าไม่ปิ๊งจริงๆ ก็เขียนไม่ออก



บางคนหาอะไรมาอ่านตอนถ่าย จะได้ถ่ายออก

บางคนต้องเดินไปเดินมา หรือไปนั่งตามที่ที่เหมาะ หัวจึงจะแล่น



ถ้าคุณละเลย ไม่ถ่ายอุจจาระนานหลายวันจนเกินไป ท้องจะผูก แล้วจะถ่ายลำบากมาก

ถ้าคุณละเลย ไม่เขียนงานของคุณนานเกินไป หัวอาจตัน กว่าจะเค้นตัวอักษรออกมาแต่ละตัว รวมถึงจะเริ่มเขียนอีกครั้งก็คงยาก



ถ้าฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา ก็จะถ่ายได้ง่าย

เช่นกัน ถ้าฝึกตัวเองให้มีการสร้างสรรค์งานเขียนสม่ำเสมอ ก็จะเขียนงานออกมาได้เรื่อยๆ



ถ้าพักผ่อนให้เพียงพอ ตรงเวลา รักษาสุขภาพ ระบบขับถ่ายจะดี ก็จะถ่ายสะดวกขึ้น

ถ้าพักผ่อนให้เพียงพอ ตรงเวลา รักษาสุขภาพ สมองจะแล่น งานเขียนก็จะมีคุณภาพมากขึ้น



ถ้าคุณรับประทานอาหารเสริม หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนช่วยในการขับถ่าย ก็จะขับถ่ายได้ดีและง่ายขึ้น

ถ้าคุณอ่านหนังสือมาก เขียนมาก จะเป็นการช่วยในการสร้างสรรค์งานเขียน คุณก็จะเขียนได้ดีและง่ายขึ้น



ถ้าคุณกินยาระบาย รับรองว่าอุจจาระจะออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็แลกกับความเสี่ยงในการปวดท้องและถ่ายถี่มาก และยังทำให้เสียสุขภาพ เป็นผลเสียต่อระบบในร่างกาย

ถ้าคุณใช้สารบางอย่างที่กระตุ้น หรือทำให้เคลิ้ม ไอเดียต่างๆ ก็จะผุดออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็แลกกับผลเสียต่างๆ ที่จะตามมา เช่นอาการเสพติด และต้องการมันบ่อยมากขึ้น และยังทำให้เสียสุขภาพ เป็นผลเสียต่อระบบในร่างกาย



หลังจากขับถ่ายแล้ว ท้องจะโล่ง คุณจะรู้สึกสบายตัว อารมณ์ดี

หลังสร้างสรรค์งานเขียนได้แล้ว หัวจะโล่ง คุณจะรู้สึกสบายใจ อารมณ์ดี




สำหรับใครที่ดองบล็อคเอาไว้นานแล้ว ก็มาขี้......เอ้ย!......มาเขียนได้แล้วล่ะ


-----------------

คำถามท้ายบท (ความ)

- มีใครในที่นี้ดองบล็อคอยู่บ้าง ยกมือขึ้น อิอิ




~~~~~~~~~~~~~~~
- ถูกใจให้ดาวสักนิด เพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้เขียนครับ
- อันที่จริงขอแค่มีคนอ่านผมก็สุขใจที่ได้เขียนแล้ว (แต่มาแสดงความเห็นกันสักนิดก่อนจาก จะได้รู้ไงว่ามีคนอ่าน นะตัวเอง)
- ฝากเพจในเฟซบุคด้วยนะครับ สร้างขึ้นเพื่ออัพเดทสถานะและความเคลื่อนไหวของบล็อค สามารถกด Like เพื่อติดตามหรือพูดคุยกันได้เลยนะครับ URL พิมพ์ง่าย จำง่าย ที่ http://www.facebook.com/nopnonpage ได้เลยครับ

ทุกบทกวี บทความ และงานเขียน ที่ข้าพเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้น ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ผู้ละเมิดมีโอกาสถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

เว้นแต่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ นั่นคือ
การนำไปใช้โดยอ้างอิงแหล่งที่มา ไม่ใช้ในเชิงพาณิชย์ และไม่แก้ไข ตามสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (BY-NC-ND)